6 ข้อผิดพลาดในการลงโฆษณา Facebook 2020

Updated: Jun 8



ปี 2020 ถือเป็นปีขาขึ้นและขาลงของคนทำการค้าบน Facebook เลยก็ว่าได้ ต้นปี 2020 มีหลายธุรกิจร่ำรวยจาก New Normal ที่คนต้องเปลี่ยนพฤติกรรมมาช็อปปิ้งบนออนไลน์ จากวิกฤต COVID-19 ทำให้หลายธุรกิจมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ในทางกลับกัน มีอีกหลายธุรกิจที่แทนที่จะขายดี กลับมีปัญหาเรื่องการโฆษณา ทำให้แอด ไม่รันบ้าง เกิดปัญหาการโดนแบนแอด แบนบัญชีโฆษณาบ้าง ทำให้เสียโอกาสการขายไปอย่างน่าเสียดาย



วันนี้ อ.โหน่ง MarketingCuisine เลยขอเอา 6 ข้อผิดพลาดในการลงโฆษณา facebook ในปี 2020 มาเล่าสู่กันฟังนะครับ


#1: การทำผิดกฏ ข้อห้าม เฟสบุ๊ค แบบไม่ตั้งใจ


กฏ หรือข้อห้ามของเฟสบุ๊ค คือกฏเหล็กประการสำคัญที่ทำให้ แอดของเราโดนแบน และถ้าเป็นเรื่องรุนแรง (ที่บางทีเราไม่รุ้) ก็อาจส่งผลถึงการแบนบัญชีโฆษณา ทำให้ไม่สามารถลงโฆษณาต่อไปได้อีกด้วย


แล้วกฏ หรือข้อห้ามมีอะไรบ้างล่ะ ??? ท่านสามารถเรียนรู้กฏ การลงโฆษณาจาก Facebook Official Weebsite ได้ที่นี่


แต่ในบทความนี้ ผมขอยกตัวอย่าง ประเด็นสำคัญที่ทำให้โฆษณาถูกแบนกันครับ

  1. โควิด, Covid ห้ามใช้เลย ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น เพราะช่วงนี้เป็นกระแสที่แรงมากๆ ทำให้เฟสบุ๊คให้ความสำคัญมากเช่นเดียวกัน ฉนั้นตอนนี้ห้ามเด็ดขาดเลยครับ ใครใช้ Keyword คำนี้ลง ads รับรองเลยว่าโอกาสโดนแบนแบบไม่สามารถร้องเรียนได้มีสูงมากเลย (ใครจะลองเสียงก็ได้น้า 55)

  2. เจลแอลกอฮอล์, หน้ากากอนามัย ซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็นสินค้าควบคุม ก็ไม่สามารถลงขาย โฆษณาบนเฟสบุ๊คได้เช่นเดียวกันครับ มีหลายเพจ (แม้กระทั่งโรงงานเอง) เคยลงแอด สบายๆ ยอดขายกระฉูด แต่ตอนนี้กลับโดนแบน ฉนั้น ระวังกันด้วยนะครับ ดีที่สุดควรเลี่ยงไปเลย

  3. ของก๊อปเกรดเอ (ก็ของก๊อปทั้งหมดนั่นแหล่ะ) ของปลอมที่แต่ก่อนอาจจะขายกันได้สบายๆ ขอแค่เลี่ยง Logo เลี่ยง Keyword สินค้าซักหน่อยก็ได้แล้ว แต่ตอนนี้ไม่ได้กันแล้ว ถ้าโดนแบน โอกาสขอคืนก็จะยากมากๆเลยครับ ช่วงนี้

  4. Before-After เป็นข้อห้ามมานานแล้วกับรูปภาพ ก่อนใช้ - หลังใช้ แต่ตอนนี้มีความเข้มงวดเพิ่มขึ้นอีก ถ้าเจอก็โดนแบนตั้งแต่ บอทตรวจจับได้เลย หรือไม่ก็ไม่สามารถโฆษณาได้ตั้งแต่แรกเลย

  5. โฟกัสที่ผิวหนัง หนังศรีษะ หรือส่วนอื่นๆของร่างกาย อันนี้อาจจะใหม่สำหรับบางคนที่พึ่งเข้ามาโฆษณาบนเฟสบุ๊ค แต่มีข้อกำหนดนึงที่กำหนด ห้ามถ่ายรูปโฟกัสที่ส่วนใด ส่วนหนึ่งของร่างกาย (ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล) ฉนั้น ถ้าเราขายแชมพูขจัดรังแค การโฟกัสที่หนังศรีษะ ก่อนหลัง ก็ทำให้เราโดนแบนได้จ้า

  6. ที่เหลือก็ไม่หนักหนาเท่าไหร่ อาทิ ขายของผิดกฏหมาย อันนี้โดนแบนถึงขั้นแบนเพจ แน่นอนอยู่แล้วครับ


#2 : การปรับแต่งโฆษณาที่บ่อยจนเกิดไป


เราทราบกันดีว่า เมื่อลงโฆษณาบนเฟสบุ๊ค จะมีช่วงแรกที่เฟสบุ๊คจะขึ้นว่า ตรวจสอบ ก่อนที่จะอนุมัติโฆษณาของเราให้รันได้ โดยปกติการตรวจสอบโฆษณาจะใช้เวลาสั้นๆ ไม่เกิน 1-2 ชม. สำหรับ Account ที่โฆษณาบ่อย แต่ถ้าเป็นบัญชีโฆษณาที่ไม่เคยลงแอดเลย อาจจะใช้เวลามากถึง 2-3 วัน และส่วนใหญ่ ผปก. รายเล็กๆ เราจะลงโฆษณากันแค่ 5-7 วันเท่านั้น ทำให้การ ระยะเวลารันแอดของเรายิ่งน้อยลงไปใหญ่


หลายๆคนอาจจะยังไม่เข้าใจกระบวนการทำงานของโฆษณา Facebook ที่ต้องให้เวลา Robot AI ของ Facebook ในการไปสุ่มหากลุ่มเป้าหมายที่เราเลือกไว้มาดูโฆษณาเรา ซึ่งการทำงานของ AI นั้น ซับซ้อนมากและมี User ใช้งาน Facebook ที่หลากหลาย แถมยังคนลงโฆษณาอีกนับล้านเพจ ทำให้จำเป็นต้องใช้เวลาในการรันแอด ระยะเวลานานพอสมควรถึงจะบอกได้ว่า แอดนั้นดีหรือไม่ดี


ฉนั้นการที่เรารันโฆษณาไป 1-2 วันแล้วไม่เห็นผล เราก็ปรับการตั้งค่าของแอดและรันใหม่ ยิ่งทำบ่อยๆ ทำให้ แอดเราไม่นิ่ง ส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการ ไม่ได้ตามนั้นจะสิ่งส่งผลเสียหายกับโฆษณามากขึ้น


ทางที่ดีควรปล่อยโฆษณารันไปให้ครบ 5 วันแล้วถึงค่อยมาดูผลลัพธ์กันจะดีกว่าครับ



#3 : กลุ่มเป้าหมายของเรายังสับสนอยู่


อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่สุด และเป็นปัญหาอมตะของคนลงโฆษณาเลยก็ว่าได้ครับ การเลือกกลุ่ม Target Audience ผิดพลาด (ในต่างประเทศเค้าใช้คำที่น่าสนใจว่า "Lazy Targeting" หรือการตั้งเป้าหมายแบบขี้เกียจ 555)


อย่างแรกที่สุดในการลงโฆษณา และง่ายที่สุดคือการลงโฆษณาหน้าบ้าน นั่นคือการกดปุ่ม Boost Button หรือปุ่มโปรโมท และเลือกกลุ่มคนที่กด like page เรา หรือเพื่อนของคนที่กด Like Page เท่านั้น แค่นี้ คุณก็สามารถลงโฆษณาได้แล้วครับ เสียเงินให้เฟสบุ๊คได้ทันที


แต่ผลตอบรับหรือครับ ??? มีแต่ Engagement แต่ไม่มียอดขายแน่นอน เพราะเป็นเป้าหมายที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย


ทางที่ดีและแนะนำ คือการลงโฆษณาหลังบ้าน หรือที่เรียกว่า "Ads Manager" หรือกดไปที่ตัวจัดการโฆษณาบนเมนูครับ


การลงโฆษณาที่หลังบ้าน เราสามารถตั้งค่า Detial Targeting ที่เป็น Interested ที่ตรงกับความต้องการของ User ได้มากขึ้น กลุ่มเป้าหมายอาจจะกว้าง หรือแคบ ขึ้นกับสินค้า และธุรกิจของท่านเอง


แต่ค่ามาตรฐานที่นิยมใช้สำหรับธุรกิจในประเทศไทย ผมจะแนะนำว่าควรเป็น 100,000 - 1,000,000 คน เท่านั้นครับ เพราะจะไม่มาก ไม่น้อยเกินไปในการโฆษณาครับ แต่ถ้าเรามีงบประมาณต่อวันเยอะ เราก็สามารถเข้ามาดูความถี่ในการเห็นโฆษณาเราได้ ถ้าคนเห็นความถี่มากกว่า 1.5 ขึ้นไปก็ควรเปลี่ยน Ads หรือเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย ได้ครับ


ไม่ยากเย็นอะไร ถ้าใครยังไม่ชำนาญ และต้องการเรียนรุ้เพิ่มเติม เรามีคอร์สออนไลน์ แนะนำวิธีการตั้งค่า Target Audience ในแบบต่างๆ อาทิ Custom Audience, Laser-Targeting กันครับ คลิ๊ก

การกำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบ Advance ด้วย Interested

#4 : Content มุ่งเน้นที่คุณสมบัติสินค้ามากกว่าการแก้ปัญหาของลูกค้า


ปัญหาข้อนี้ เป็นปัญหาอันดับแรกที่คนลงโฆษณา Facebook และคนที่ทำการตลาด หรือการขายทุกคนต้องรู้ไว้เลย ไม่ใช่แค่ออนไลน์เท่านั้น แต่ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เราต้องนำเสนอขายด้วย "ปัญหาของลูกค้าและการแก้ไขปัญหาของลูกค้า" in the First


หลายๆโฆษณามากกว่า 80% ที่เห็นบน Facebook News Feed จะเป็น Promtion อาทิ Sale, Sale Promotion, Limited Time Offer ทั้งนั้น!!


ปัญหาคือ... เวลาคนเล่น Facebook และเห็นโฆษณาของเรา เกือบทั้งหมด เป็นการเห็นสินค้าของเราเป็นครั้งแรก !!


ฉนั้น ใน 1 โฆษณาบน News Feed เมื่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเห็น Ads ที่เราลงโฆษณา เรามีเวลาแค่ 1-3 วินาทีในการดึงความสนใจและกระตุ้นให้เค้ากดเข้ามาที่โฆษณาของเรา และอะไรจะดึงดูดให้ลูกค้าเป้าหมายเข้ามากดดูที่โฆษณาของเราล่ะ ???


ตามหลักจิตวิทยา คนที่เข้ามาเล่น Facebook จะเล่นเพื่อมองหาบ้างสิ่งที่เติมเต็มชีวิต หรือช่วยให้ชีวิตของพวกเค้าดีขึ้น... ฉนั้น ถ้าโฆษณาของเรานำเสนอ วิธีการแก้ปัญหา แนวทางการแก้ปัญหาของเค้า โอกาสที่ลูกค้าจะหยุดดู และคลิกเข้ามาที่โฆษณาของคุณมากขึ้นในอัตราที่น่าตกใจเลยทีเดียวครับ..

ตัวอย่างการโพสที่มุ่งคุยเรื่องปัญหากับลูกค้า

#5 : การตั้งค่า งบประมาณแคมเปญ Facebook แบบกำหนดวันเริ่มต้น สิ้นสุดเป็นระยะเวลาสั้นๆ 3-5 วัน


Facebook Campaign Budget Optimization Tools เป็นเครื่องมืออีกตั้งที่ส่งผลต่อผลการลงโฆษณาอย่างมากเลยก็ว่าได้ครับ แค่การตั้งค่างบประมาณต่อ Project หรือการกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด หรือการกำหนดงบประมาณเป็นต่อวัน ก็ส่งผลต่อการลงโฆษณาของเราแล้วครับ


คนที่ไม่ค่อยได้ลงโฆษณา และกลัวเงินโฆษณาไหล ส่วนมากจึงตั้งงบประมาณโฆษณาเป็น Project กำหนดเวลาเริ่มและสิ้นสุด เป็นระยะสั้นๆ อาทิ 3 วัน, 5 วัน หรือ 10 วันเท่านั้น แต่จริงๆแล้ว ตัวเลือกกำหนดงบประมาณ Project เหมาะสำหรับการโฆษณาระยะยาวตั้งแต่ 3-4 สัปดาห์ขึ้นไป และใช้งบประมาณหลักหมื่น หรือหลายหมื่นขึ้นไปครับ


สำหรับคนที่ต้องการทดสอบโฆษณา หรือมีงบโฆษณาไม่มาก ผมแนะนำว่าให้ตั้งค่าเป็นงบประมาณรายวันจะดีกว่า (กำหนดงบประมาณต่อวัน ไม่ควรต่ำกว่า 100 บาท เพราะจะเห็นผลไม่ชัดเจน แม้ว่าต่ำสุดของ Facebook จะกำหนดไว้ที่ 35 บาทก็โฆษณาได้แล้ว) แต่เราต้องอาศัยการเข้ามาเช็คโฆษณา และปิดโฆษณาเองเมื่อต้องการหยุดโฆษณา


เพราะ AI ของเฟสบุ๊ค จะทำงานเป็นประจำทุกๆวัน เพราะเรากำหนดให้ทำงานเป็นรายวัน ดีกว่าการกำหนดเป็น Project ลองดูง่ายๆก็ได้ครับ ถ้ากำหนดเป็น Project บางวันจะชาร์ตเงินมากกว่าที่เรากำหนดต่อวัน บางวันจะน้อยกว่า แต่เฉลี่ยแล้วใช้งบประมาณตาม Project แต่ถ้าเรากำหนดเป็นรายวัน AI จะทำงานส่งโฆษณาให้กลุ่มลูกค้าเป็นรายวัน ตามงบประมาณรายวันของเราเลย (ดีกว่าไหมล่ะ)


การกำหนดช่วงเวลาในการแสดงโฆษณา


#6 : การใช้รูปภาพ/คลิปเดียว ลงมันทุกตำแหน่งโฆษณาที่เฟสบุ๊คแนะนำมาให้เลย


ปกติคุณสไลด์หน้า Facebook News Feed เร็วแค่ไหนครับ ?? และคุณหยุดดูโพส/โฆษณา หรือ Clip VDO ใช้เวลาแค่ไหนก่อนจะไปต่อ ??


จากงานวิจัยของ Facebook Thailand ออกมาเผยว่า คนไทยดู Clip VDO บน Facebook แค่ 8 วินาที และดู Clip VDO ในแต่ละ ตำแหน่งแตกต่างกันด้วย โดยอาศัยความน่าสนใจของ Clip เป็นสำคัญ


ฉนั้น จำเป็นอย่างมากในส่วน Ads Placements (ตำแหน่งการจัดวางโฆษณา) จำเป็นทีเราต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสนในแต่ละตำแหน่งที่เราจัดให้โฆษณาด้วย


แต่ แต่.... เมื่อเวลาลงโฆษณาจริงๆ ผมเข้าใจเลยครับ จะมานั่งปรับแก้ไขทุกตำแหน่งเลยท่าจะต้องใช้เวลาเป็นวันในการตั้งค่าใช่ไหมครับ...


ผม อนุโลมให้ไม่ต้องปรับแก้ก็ได้ครับ...แต่ !!


มีตำแหน่งนึง ที่ส่งผลต่อเงินในการโฆษณาอยู่มาก นั่นคือ Instagram !!!


ถ้าเราลงโฆษณาโดยให้เฟสบุ๊คส่งโฆษณาไปที่ IG ด้วยจะเกิดปัญหาเสียเงินอย่างไม่จำเป็นขึ้นมาทันทีครับ


เพราะ Platform และพฤติกรรมคนใช้ Platform ทั้ง 2 อย่างแตกต่างกันมาก

เช่น

  • IG บน Post user ไม่สามารถคลิก link ได้ แต่ facebook คลิกลิงค์ได้

  • Hashtag บน IG มีความสำคัญมากๆ เพราะเป็นลิงค์ที่ทำให้ user คลิ๊กไปที่อื่นได้ แต่บน facebook # แทบจะไม่มีความสำคัญใดๆเลย (เป็นลูกเล่นให้คนใส่เท่านั้น คนแทบไม่คลิก # เลย เพราะสามารถคลิก link แทนได้)

  • การโพสลน IG ต้องเน้นการโพสสั้นๆ แบบโดนๆ และใส่ # เยอะๆ เพราะกลุ่มคนเล่น จะเป็นวัยรุ่น หรือคนที่ชื่นชอบศิลปะ เด็กแนว ประมาณนี้ ส่วน Facebook ต้องโพสเยอะๆ ยาวๆ ใส่ข้อมูลให้เยอะๆ และมี link ให้คนคลิ๊กไปที่อื่นต่อ


ฉนั้น รูปแบบการโพส การโฆษณา ที่ส่งไป facebook และ IG ควรแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าเราจะโฆษณา Facebook ควรทำโพส,โฆษณา รูปแบบนึง แต่ถ้าจะโฆษณา IG ก็ควรแยกทำโพส, โฆษณา แยกออกไปเลยจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าครับ

การกำหนดตำแหน่งโฆษณา Facebook


คุณเห็นด้วยไหมครับ กับ 6 ข้อผิดพลาดในการลงโฆษณา Facebook นี้ ถ้าเห็นด้วย ช่วยกรุณา แชร์ให้เพื่อนๆ ของคุณที่ยังโฆษณาและไม่ได้ผลตามที่หวังไว้ ได้เรียนรู้กันด้วยนะครับ

ถ้าท่านชอบเนื้อหา อย่าลืม กด like & share ให้เพื่อนๆกันด้วยนะคร๊าบ กด Subcription เพื่อไม่ให้พลาด ติดตาม บทความการตลาดออนไลน์ของเรา

** บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์ ถือเป็นผลงานของผู้เขียน ** ** ห้ามนำบทความนี้ไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นอันขาด หากพบมีการคัดลอกไปใช้งาน จะดำเนินการทางกฏหมายทันที ** Tips เทคนิคดีๆ ที่ไม่ได้เปิดเผยที่ไหน เฉพาะคนสนิท เท่านั้น https://web.facebook.com/groups/144847359581038/ FB Page : อ.โหน่ง MarketingCusine การตลาดคือการปรุงอาหารที่มากกว่าความอร่อย   http://www.facebook.com/marketingcuisine สอนกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ฟรีๆ https://www.youtube.com/channel/UCtbsu8Ox7gWVxCDV3GjU5yQ/ พูดคุยกับ อ.โหน่ง Line ID:  https://lin.ee/ff6B0e0 คุยส่วนตัว อ.โหน่ง : m.me/marketingcuisine Tel. 094-789-2645

Contact Us 

111/123 Patara Motown, BangPot, Pakkred

Nontaburi 11120

ติดตามข่าวสาร การตลาดออนไลน์ ฟรีๆ ก่อนใคร

facebook_logos_PNG19753.png
messenger logo.png
add LINE.png

© 2020 by MarketingCuisine - ปรุงการตลาดออนไลน์.

Proudly created with อ.โหน่ง อลงกรณ์