top of page

10 บทเรียนล้ำค่าจากปี 2025: ตลาดหุ้นอาจให้ผลตอบแทน 0% ในอีก 5 ปีข้างหน้า?

2025 เป็นปีที่ตื่นตา ตื่นใจกับนักลงทุนในหุ้นมากที่สุด

The S&P 500 เติบโตขึ้นมากถึง +18% ในปี 2025 ในขณะที่ทั่วโลก เศรษฐกิจแย่


นี่คือสรุป 10 บทเรียนสำคัญจากการลงทุนในปี 2025 ที่รวบรวมข้อมูลจากแหล่งที่มา (https://www.compoundingquality.net/p/10-lessons-from-2025)

เพื่อเป็นแนวทางสำหรับคนทั่วไปที่กำลังเริ่มต้นลงทุนครับ:


1. ระยะเวลาในตลาดสำคัญกว่าการหาจังหวะ (Time in the market > timing the market): การพยายามหาจังหวะซื้อขายหุ้นเป็นเรื่องที่เสียเวลาเปล่า ผลการศึกษาพบว่า การลงทุนในช่วงที่ตลาดทำจุดสูงสุด (All-time highs) จริงๆ แล้วให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อยด้วยซ้ำ ดังนั้นอย่ามัวแต่รอจังหวะจนไม่ได้เริ่มลงทุน


2. ตลาดหุ้นในปัจจุบันมีราคาค่อนข้างแพง: ดัชนี S&P 500 มีมูลค่า (Valuation) ที่สูงมากในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้ การคาดการณ์ผลตอบแทนในอีก 5 ปีข้างหน้าอาจจะค่อนข้างต่ำ หรืออาจเป็น 0% ตามมุมมองของ JP Morgan อย่างไรก็ตาม หากเราไม่นับรวมหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ระดับราคาของหุ้นตัวอื่นๆ ในตลาดจะดูสมเหตุสมผลมากขึ้น


3. หุ้นต่างชาติ (นอกสหรัฐฯ) มีราคาถูก: ปัจจุบันหุ้นสหรัฐฯ มีสัดส่วนสูงมากในตลาดโลก แต่ หุ้นนอกสหรัฐฯ ยังมีราคาถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด และมีโอกาสที่จะกลับมาทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นสหรัฐฯ ในอนาคต


4. หุ้นคุณค่า (Value Stocks) อยู่ในระดับที่น่าสนใจ: ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา หุ้นกลุ่ม Value ไม่เคยมีน้ำหนักในดัชนีน้อยขนาดนี้มาก่อน เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth) ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่มองหาของถูก


5. หุ้นคุณภาพ (Quality) กำลังจะกลับมา: หุ้นกลุ่มที่มีคุณภาพดี (Quality Stocks) ทำผลงานแพ้ตลาดอย่างมากในปีที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นในปี 1999 และหลังจากนั้นหุ้นกลุ่มนี้ก็ให้ผลตอบแทนที่น่าดึงดูดมาก


6. ระวังการกระจุกตัวในหุ้น Nvidia: ปัจจุบัน Nvidia มีน้ำหนักในดัชนี S&P 500 สูงถึง 6.9% ซึ่งสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับบริษัทเดียวในรอบ 50 ปี การกระจุกตัวนี้มีความเสี่ยง และในที่สุด ราคามักจะกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ย (Reversion to the mean) เสมอ


7. AI ยังมีความไม่แน่นอนสูง: แม้บริษัทเทคโนโลยีจะทุ่มเงินมหาศาลใน AI แต่ก็ยังยากที่จะบอกว่าเป็นฟองสบู่หรือไม่ ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับมือใหม่คือ การลงทุนใน "บริษัทที่น่าเบื่อ" แต่มีกระแสเงินสดที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้


8. หุ้นขนาดเล็ก (Small Caps) มีโอกาสเติบโตสูง: ในระยะยาว หุ้นขนาดเล็กมักให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดโดยรวม ปัจจุบัน หุ้นขนาดเล็กมีราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ในรอบ 30 ปี ซึ่งถือเป็นโอกาสทองของนักลงทุน


9. การ "ไม่ลงทุน" คือความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด: ในระยะสั้นการลงทุนอาจดูมีความเสี่ยง แต่ ในระยะยาว (20 ปีขึ้นไป) การไม่ลงทุนเสี่ยงยิ่งกว่า สถิติตั้งแต่ปี 1950 แสดงให้เห็นว่าการถือหุ้นระยะยาว 20 ปี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวกเสมอ โดยอยู่ระหว่าง 6% ถึง 18% ต่อปี


10. ใช้พลังของชุมชนนักลงทุน: การมีสังคมหรือกลุ่มนักลงทุนช่วยให้เราฉลาดขึ้นผ่านการแลกเปลี่ยนไอเดียและ "ภูมิปัญญาของกลุ่มคน" (Wisdom of crowds) ซึ่งช่วยลดข้อผิดพลาดและค้นพบโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุน


การลงทุนเปรียบเสมือนการปลูกป่า คุณไม่จำเป็นต้องนั่งจับจ้องว่าฝนจะตกวันไหนหรือลมจะพัดทางใด (การหาจังหวะตลาด) หน้าที่ของคุณคือการนำเมล็ดพันธุ์ที่ดีลงดินและดูแลให้เวลามันเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะในที่สุดแล้ว ต้นไม้ที่แข็งแรงจะเติบโตจากเวลาที่ยาวนาน ไม่ใช่จากการย้ายที่ปลูกไปมาครับ

 
 
 

Comments


2.png

Digital Advertising Articles

Content Marketing Articles

Digital Marketing Trends Articles

bottom of page