ทำไมการขายของ Facebook อย่างเดียวถึงอันตราย ? อ.โหน่ง จะมาเล่าให้ฟังกัน



การค้าขายบนโลกออนไลน์ เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขับดันด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังกลับมาระบาดอย่างหนักระลอกใหม่ ปลายปี 2020 ทำให้ปีใหม่นี้ 2021 การขายของบนโลกออนไลน์จะทวีความสำคัญมากขึ้นไปอีก น่าจะมากกว่าเท่าตัว ประกอบกับ พฤติกรรม New Normal ที่ทำให้คนเริ่มคุ้นชินกับการซื้อของออนไลน์ และรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาแล้ว


ผู้ที่เริ่มการขายของออนไลน์ก่อนหน้านี้ มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ จำนวนมาก ดึงดูดให้มีผู้ประกอบการรายใหม่ๆ เข้าสู่การค้าออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ไม่ว่าหันไปทางไหนก็จะเจอแต่คนหันมาขายของออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นทาง Facebook, Instagram, Line หรือแม้แต่ Online Marketplace อย่าง Shopee, Lazada


อย่างไรก็ตาม ทางที่เริ่มต้นได้ง่ายและสะดวกที่สุด หนีไม่พ้น แพลตฟอร์มที่คนไทยใช้กันจนติดเป็นอันดับหนึ่งของโลก นั่นคือ Facebook หรือ เฟสบุ๊ค


ข้อดีของเฟสบุ๊ค ไม่ใช่แค่คนเล่นเยอะ แต่ด้วยความสะดวกในการสร้าง เฟสบุ๊ค เพจ สำหรับขายของที่ทำได้ง่ายมากๆ เพียงไม่กี่คลิ๊ก รวมถึงการลงโฆษณา ที่ใช้เงินหลักร้อยก็ลงได้แล้ว แถมยังลงได้ง่ายแบบ กดๆ แล้วก็เสียเงิน ทำให้คนแห่กันเข้ามาขายของบนเฟสบุ๊คเป็นอย่างมาก


แต่รู้หรือไม่ว่า การขายของแต่บนเฟสบุ๊คอย่างเดียว ถือว่ามีความเสี่ยงมาก ถึงมากที่สุด ก็ว่าได้ครับ เพราะอะไรล่ะ ? อ.โหน่งจะมาเล่าสู่กันฟัง


จุดเริ่มต้นของ เฟสบุ๊ค และปธิณานของพี่มาร์คเริ่มต้นเลย คือเป็นสังคมออนไลน์ Social Network ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ขายของ แต่พึ่งมาปรับให้เป็นเฟสบุ๊คเพื่อธุรกิจหลังจากนั้น (เพราะ Social Network ต้องมีรายได้มาหล่อเลี้ยงธุรกิจด้วยนิ)


แต่แม้ว่าเฟสบุ๊ค จะมีรายได้ (มหาศาล) จากการเปิดให้คนมาค้าขายของบนเฟสบุ๊คได้อย่างอิสระ แต่...เฟสบุ๊คยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของ User ในฐานะผู้ใช้งานในสังคมออนไลน์มาเป็นอันดับแรก (เพราะถ้ามีการขายของมากเกินไป คนจะเริ่มเบื่อและเลิกใช้ เฟสบุ๊คไงล่ะ) ดังนั้นเฟสบุ๊คต้องพยายามทำให้แพลตฟอร์มตนเอง ไม่เป็นที่ขายของมากจนเกินไป แต่ยังเก็บเงินค่าโฆษณาจากแบรนด์ต่างๆที่อยากขายของบนเฟสบุ๊คด้วยได้


แม้จะเริ่มขายสินค้าบนเฟสบุ๊คง่าย แต่การทำให้คนเห็นสินค้าของเราเยอะๆ และสร้างยอดขายได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย


สิ่งสำคัญที่เฟสบุ๊คให้ความสำคัญคือความชอบของ User ที่มีต่อเพจสินค้า เพจแบรนด์ หรือพูดง่ายๆคือ Content เนื้อหาที่น่าสนใจ ไงล่ะ !!


ถ้าพ่อค้า แม่ค้า ทำเนื้อหาที่ Hadsell เกิน หรือเนื้อหาที่น่าเบื่อ เฟสบุ๊คก็พร้อมจะสลัดคุณทิ้งได้ทันที (คำว่าสลัด นั่นคือ แบน - ปิดกั้นการมองเห็น - หรือปิดเพจไปเลย) และหันมาให้ความสำคัญกับ Content ที่น่าสนใจและ User ชอบ ( การวัดว่า User ชอบหรือไม่ชอบ เฟสบุ๊คจะวัดจาก Engagement และการเกิด Conversion ของแต่ละเพจ)


และที่สำคัญ ตั้งแต่ปี 2019 ที่ผ่านมา ธุรกิจยักษ์ใหญ่ระดับโลก (แบบเบอร์บิ๊กๆ ทุนสำหรับโฆษณาปีละหลายร้อยล้าน) หันมาใช้งบโฆษณาใน Online มากกว่า 50%


นั่นหมายถึงว่า เงินโฆษณาที่จะมาลงใน เฟสบุ๊ค จะมากขึ้นปีละเป็นร้อยล้าน แล้วธุรกิจเล็กๆของเรา SMEs จะเป็นอย่างไร


(ปล. อันนี้คือสิ่งที่เกิดแล้วในประเทศ สหรัฐ อเมริกา แต่ในไทยยังไม่ขนาดนั้น แต่คาดว่าอีกไม่เกิน 5 ปี เมืองไทยจะเจริญตามรอยแน่นอน และที่สำคัญ โควิด-19 ได้กระตุ้นให้สถานการณ์นั้นเข้ามาเร็วขึ้น คิดว่าภายใน 3 ปี เมืองไทยจะเกิดปรากฏการณ์นี้เช่นกัน)


Campbell Brown หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรข่าวสารทั่วโลกของ Facebook ได้ไปร่วมงานผู้บริหารระดับสูงของสื่อนิตยสาร-สิ่งพิมพ์จากหลากหลายสำนัก Brown บอกว่า


"โซเชียลมีเดียไม่ได้มีอยู่ เพื่อกอบกู้ธุรกิจของพวกคุณ (หมายถึงสื่อและสิ่งพิมพ์โฆษณา) Facebook ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาของพวกคุณได้ทั้งหมด โดยธรรมชาติแล้ว คุณไม่ควรจะพึ่งพา Facebook อย่างเดียว เพราะเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา"

คำประกาศกร้าวดังกล่าว ได้ชี้ชัดว่า การพึ่งพาเฟสบุ๊ค เพื่อการขายของ มีความเสี่ยงและอันตรายแค่ไหน


แต่หลายคนบอกว่าเฟสบุ๊คต้องพึ่งพาหาเงินจากโฆษณา ฉนั้นยังไงเฟสบุ๊คก็ต้องง้อเรา ผู้ประกอบการอยู่ดี !!!


อย่าลืมว่า ตอนนี้ เฟสบุ๊คสามารถดึงดูดให้แบนด์ยักษ์ใหญ่ เข้ามาลงงบโฆษณาบนเฟสบุ๊คได้มากกว่า 50% แล้ว แล้วทำไม เฟสบุ๊คถึงต้องยังแคร์ผู้ประกอบการตัวเล็กๆ อย่างพวกเราด้วย ???


พ่อค้า แม่ค้า ออนไลน์ จึงไม่ต้องแปลกใจเลย ถ้า Reach หรือการเข้าถึงเพจร้านค้า จะลดลงเรื่อยๆ ลดลงทุกๆวัน แถมค่าโฆษณาก็ยังคงแพงขึ้นทุกๆวันอีกด้วย นั่นเพราะ ทุกๆโซเชียล มีเดีย ทำตัวเองเป็น Media ที่มุ่งเน้นที่การหารายได้ (ใครยินดีจ่ายเยอะ คนนั้นจะได้พื้นที่ไป) ไม่สนใจพ่อค้า แม้ค้า รายย่อยว่าจะอยู่รอดไหม


ฉนั้นสิ่งที่สำคัญในปี 2021 นี้คือ คนขายของออนไลน์ต้องปรับตัว และที่สำคัญที่สุดต้องมีพื้นที่ของตนเอง และแพลตฟอร์มที่สำคัญที่สุดคือ Website ร้านค้า หรือ อย่างน้อยที่สุดก็ Salepage ร้านค้าของเราเอง